ย้อนอดีตพระเอกดัง เปิดใจ ปมข่าวอื้อฉาว จนถูกสังคมประนาม และบีบออกจากวงการบันเทิง (ข่าวต่างประเทศ)
ย้อนอดีตพระเอกดัง เปิดใจ ปมข่าวอื้อฉาว จนถูกสังคมประนาม และบีบออกจากวงการบันเทิง (ข่าวต่างประเทศ)
ข่าวต่างประเทศ

ย้อนอดีตพระเอกดัง เปิดใจ ปมข่าวอื้อฉาว จนถูกสังคมประนาม และบีบออกจากวงการบันเทิง (ข่าวต่างประเทศ)

จากสื่อต่างประเทศ ได้รายงานว่า นักแสดงชาวฮ่องกง เฉินกว้านซี ได้เปิดใจ หลัง เขาถูกสังคมประนามว่า เอาเมียเพื่อน ถ่ายคลิปพวกเธอเก็บไว้ โดยเผยว่า "ในแง่ของเรื่องเพศ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายนะ แต่ผมยอมรับว่าผมจัดการกับสถานการณ์หลังจากนั้นได้ไม่ดีพอ... โลกโซเชียลส่งผลกระทบกับผมมาก แต่ถามว่าผมได้เรียนรู้อะไรไหม? ได้แน่นอนครับ"

โดย "มรสุมคลิปหลุดปี 2008" โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บันเทิงเอเชียที่เปลี่ยนชีวิตของเขากลับด้านในข้ามคืน ​หลังจากเก็บตัวเงียบและย้ายไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2015 สื่อจีน Vice China ได้ทำสารคดีความยาว 3 ตอนชื่อ "Being Edison Chen" ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ที่เขาเปิดใจถึงมรสุมชีวิตครั้งนั้น

​ในสารคดี Being Edison Chen และบทสัมภาษณ์ช่วงนั้น เฉินกว้านซีได้พูดถึงประเด็นเรื่อง "ความยินยอม" ไว้ โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้: เขายืนยันว่าในแง่ของพฤติกรรมทางเพศและการบันทึกภาพ/วิดีโอในตอนนั้น มันเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของคนสองคนในพื้นที่ส่วนตัว (Mutual consent) ไม่ได้มีการบังคับขืนใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ภาพเหล่านั้นถูก "ขโมย"ออกมาจากคอมพิวเตอร์ที่เขานำไปซ่อม (แอบกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่ลบไปแล้ว) เขาและผู้หญิงในภาพไม่เคยยินยอมหรือมีเจตนาจะให้ใครคนอื่นเห็น

ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร GQ และสื่ออื่นๆ ในเวลาต่อมา เฉินกว้านซีมักจะเน้นย้ำว่า ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ตัวเขาเองและฝ่ายหญิงทุกคนล้วนตกเป็น "เหยื่อ" ของการละเมิดความเป็นส่วนตัว ​เขาเคยตั้งคำถามกลับต่อสังคมว่า ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนปล่อยคลิป และภาพเหล่านั้นถูกขโมยไปจากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเขา ทำไมสังคมถึงตราหน้าและลงโทษเขาเหมือนเขาเป็นอาชญากรร้ายแรงขนาดนั้น (ถึงขั้นต้องประกาศลาออกจากวงการบันเทิงฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนดในปี 2008)

ประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดประเด็นหนึ่งในมรสุมครั้งนี้ คือความสัมพันธ์ระหว่าง เฉินกว้านซี และ เซี่ยถิงฟง ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ในตอนแรกที่เกิดเรื่องในปี 2008 เซี่ยถิงฟงได้รับคำชมอย่างมากจากการแสดงความเป็นลูกผู้ชาย เขากอดปลอบและจับมือจางป๋อจือผ่านมรสุม โดยย้ำว่าเขารับรู้เรื่องอดีตของภรรยาอยู่แล้ว แต่ทว่า บาดแผลลึกในใจยากจะประสาน ในปี 2011 มีข่าวว่าจางป๋อจือบังเอิญเจอกับเฉินกว้านซีบนเครื่องบิน และเธอได้เข้าไปทักทายรวมถึงถ่ายรูปคู่กันด้วยความสนิทใจ กอดเป็นนัยว่าอภัยให้กันแล้ว ประสบชะตาเดียวกันมา แต่เหตุการณ์นั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ชีวิตคู่ของเซี่ยถิงฟงและจางป๋อจือต้องจบลงด้วยการหย่าร้าง

เฉินกว้านซีเคยให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เขายังคงหวังลึกๆ ในใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปและพวกเขาทั้งคู่แก่ตัวลง เขาและเซี่ยถิงฟงอาจกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้ง... แต่สำหรับเซี่ยถิงฟง เขาเคยตอบคำถามสื่อถึงเรื่องนี้ไว้สั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว